เมื่อเมืองทอง….ผยอง!!!

ชั่วโมงนี้ไม่เขียนถึงอาจไม่ได้แล้วละครับสำหรับผลงาน''เอสซีจี เมืองทองคำ ยูไนเต็ด'' ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ปัจจุบัน
4 นัดหมาย 8 คะแนนจากแต้มเต็ม 12 หายไป 4 จากผลเสมอ 2 นัดหมาย ที่ดีเลิศเป็น "หนแรก" ของ "กิเลนผยอง" ในการชนะกลุ่มจากญี่ปุ่นและก็เกาหลีใต้ ระดับสมาคมเอเชีย ทำให้พวกเขารั้งหัวหน้าฝูงกรุ๊ปอี พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางเข้ารอบนอคเอาต์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย
นับจากหนแรกที่สมาคมไทยได้สิทธิ์ร่วมแข่งเอเอฟซี ชปล. เมื่อปี 2002 กระทั่งโดนเว้นวรรคไป 3 ซีซั่นตอน 2009-2011
แล้วได้สิทธิ์แชมป์หนึ่งกลุ่มเตะรอบแบ่งกลุ่มปี 2012 จังหวัดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นกลุ่มแรกจนกระทั่งปีปัจจุบันที่เอสซีจี เมืองทองคำ ยูไนเต็ด แข่งกลุ่มแชมป์ไทยลีก ได้สิทธิ์อัตำหนิโนมัตำหนิหนึ่งที่ จากความมานะบากบั่นในการพัฒนาลีกภายในให้ได้มาตรฐานสากล
ถ้าเกิดนับถอยหลังจริงๆอาจจะต้องตอนปี 1996 โน่นแหละครับที่มีไทยแลนด์ลีก ปรับพฤติกรรมจากถ้วยพระราชทาน กรัม ล้มเลิกการแข่งขันชิงชัยแบบทัวร์นาเม้นต์ 3-4 เดือนจบ มาเป็นการแข่งขันชิงชัยเจอกันหมดเหย้าเยือน
แต่ทว่า…ยังไม่เป็นรูปแบบสากล เพราะเหตุว่าใช้สนามเป็นกลาง แต่ติ๊งต่างว่ามีเหย้าและก็เยือนให้ครบมนสนามเป็นกลางนั่นแหละ ในขณะที่สนามทบ, ธูปะเตมีย์…บลาๆๆ
ตอนนั้นสปอนเซอร์แปรไปหลายราย กระทั่งกระทั่งถึงตอนต่อเนื่องกันจากไทยแลนด์ลีกมาเป็นไทยพรีเมียร์ลีกสองซีซั่น
จังหวัดชลบุรี เอฟซี ปี 2007 และก็ปีต่อมา การไฟฟ้า ที่เปลี่ยนร่างเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดในปัจจุบัน นั้นเป็นตอนต่อเนื่องกันเปลี่ยนถ่ายเพื่อเป็นระบบลีกจริงๆมีเหย้าเยือนจริงๆไม่มีแข่งสนามเป็นกลาง ขึ้นปี 2009 จึงมีแบบกระจ่างที่สุดโน่นบางทีอาจนับว่าปีแรกอย่างเป็นจริงเป็นจัง
มีขับเคี่ยวกันสองกลุ่มเป็น เมืองทองคำ และก็ จังหวัดชลบุรี กระทั่งเป็นที่มาของ "เอล กลาสิโก" ประเทศไทย อะไรราวนั้น ซึ่งความจริง ทรรศนะส่วนตัวของผมก็มองไม่เห็นจะต้องไปเอล กลาสิโก อะไรให้ราวกับเรอัล มาดริด กับบาร์เซโลนา
บอลไทยก็บอลไทย หาเอกลักษณ์ตนเองไม่ต้องไปลอกเลียนแบบอะไรที่เขามีรากประวัติศาสตร์ฟุตบอลกันมานานเกิน 50 ปี
จากความเจริญบอลไทยพรีเมียร์ลีกมาเป็นไทลีก 1 ในปัจจุบันก็ 10 ปีแล้วนะครับที่พวกเราเพียรพยายามพัฒนาไปในทิศทางที่สมควรตามแบบสากล ค่อยๆปรับกันทุกแบบทั้งแฟนบอล, ผู้ตัดสิน, นักฟุตบอล, โค้ช, เรื่องบริหารจัดการกลุ่มมันอาจไม่ร้อยเปอร์เซนต์แน่นอน…ถึงวันนี้ แต่มันดีขึ้นกว่าก่อนหน้า
โอเค…มันอาจเป็นแถวทางแบบไทยๆนะครับ หลายๆเรื่อง แต่ถ้าเกิดมองดูบวกในแง่การผลักดันการกีฬาอาชีพ, ธุรกิจ กีฬา ปัจจุบันนี้เม็ดเงินเป็นอันมาก ถ้าเกิดมองดูแง่การทำงานทุกฝ่ายเลย พวกเรายังไม่มืออาชีพมากพอ แต่มันเป็นตอนของการเปลี่ยนถ่ายสมัยสู่สมัย ตอนปรับพฤติกรรมจากวิถีบอลไทยเมื่อในอดีตกาลมาเป็นเดี๋ยวนี้
สิ้นสมัย ปิยะดงษ์ ผิวอ่อน, ซิโก เกียรติยศศักด์ เสนาเมือง กระทั่ง ดัสกร ทองคำเหลา, ธีรเทวดา วิโนทัย ก้าวสู่สมัย ธีรศิลป แดงดา, ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์
1 ทศวรรษบอลไทย…มีดราม่า มีปัญหาเยอะมาก ล้มลุกคลุกคลาน แต่วันนี้จะต้องกล่าวว่ามันไปในทิศทางที่เจริญรุ่งเรืองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันบางทีอาจจำเป็นจะต้องใช้เวลายาวนานกว่าเจลีก, เคลีก แม้หวังการบรรลุผลในระดับเคียงบ่าเคียงไหล่กลุ่มเกาหลีใต้และก็ญี่ปุ่น ทั้งสมาคมและก็กลุ่มชาติผมว่าพวกเราใช้เวลาพัฒนายาวนานกว่า…แต่ถ้าเกิดไปถูกทาง ยาวนานกว่าแล้วสำเร็จ จะต้องอดทนนะครับ มันไม่มีทางลัด

นิสัยชาวไทยพวกเรายังไม่มีวินัยหรือรับผิดชอบสังคมมากเท่าคนญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ ปฏิบัติงานอะไรจะต้องใช้เวลาสักนิด อย่าไปเดินทางลัด เพราะเหตุว่าไม่มีทางลัดในเกมฟุตบอล ไม่เช่นนั้น ซาอุดีอาระเบีย หรือกลุ่มจากอาหรับ คว้าแชมป์โลกไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้พวกเราจะต้องพัฒนา ตามแบบสากล ปรับทัศนคติของทุกคนในแวดวงฟุตบอลไปเรื่อยถึงจุดหนึ่งที่สมควร…มันจะมาเองนะครับ ถ้าเกิดไม่ล้มครืนพังทลายลงไปก่อน ผมว่าพวกเรามีโอกาสเติบโตในระดับทวีปได้
เห็นมั้ยนะครับ… 10 ปี มาแบบถูกบ้างไม่ถูกบ้าง ปรับพฤติกรรมกันไปพอเหมาะพอควร ถึงจุดนี้อย่างที่จั่วหัวไป เอสซีจี เมืองทองคำ ยูไนเต็ด มีโอกาสที่จะเป็นสมาคมแรกของประเทศไทยที่ผ่านไปสู่รอบนอคเอาต์ ภายหลังจากได้สิทธิ์ในปี 2011 โน่นเป็นไทยลีกจัดตั้งมา 4-5 ปี เอเอฟซี เห็นความเจริญและก็ความมุ่งมั่น
จังหวัดบุรีรัมย์ ยุยงไนเต็ด เป็นกลุ่มแรกที่เล่นรายการนี้ในปี 2011 ในฐานะแชมป์ไทยลีก ผลงานของวังสายฟ้าจะต้องกล่าวว่าเจริญรุ่งเรือง มีทั้งชนะ,เสมอ และก็เกือบเข้ารอบนอคเอาต์ในปี 2015 เพียงแต่เพราะเหตุว่าเรื่องของ เฮด ทู เฮด เพียงเท่านั้น
พวกเขาทำเป็น 10 แต้มพอๆกับ ซงนัม เอฟซี จากเกาหลีใต้และก็ กัมบะ โอซาก้า จากญี่ปุ่น แต่พอนับเฉพาะผลงานที่เกี่ยวข้องกันสามกลุ่ม พวกเขาไม่เข้ารอบอย่างน่าเสียดาย เป็นถ้าเกิดนับเฉพาะตารางคะแนนปกติ จังหวัดบุรีรัมย์ จะเป็นแชมป์กรุ๊ปโดยทันที เพราะเหตุว่าผลงานโดยภาพรวมดีสุด แต่เมื่อกฏ กติกาFun88ออกมาแบบงั้น ใช้ เฮด ทู เฮด เฉพาะกลุ่มที่มีแต้มเท่ากัน เป็นไม่นิลีก สามกลุ่มพอดี เลยชวดเข้ารอบไปอย่างน่าเสียดาย
เพียงพอปีที่ผ่านมาเก็บได้ 1 แต้ม ไม่เข้ารอบแบ่งกลุ่มในจังหวะขาลงพอดี… มาปีนี้ เอสซีจี เมืองทองคำ ยูไนเต็ด แชมป์ไทยลีกเป็นผู้แทนที่เข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่ม และก็เมื่อผ่านไป 4 นัดหมาย สร้างผลงานได้น่าประทับใจ กระทั่งเป็นกระแสไปทั่วราชอาณาจักร
ปัจจุบันนี้ก็รอคอยลุ้นนัดหมายที่ 5 ต้อนรับการมาเยือนของบริสเบน รอคอยร์ ที่ทำท่าว่าจะมีลุ้นเข้ารอบด้วยเหมือนกันแม้พวกเขาบุกมาชนะเมืองทองคำได้ถึงเอสซีจี สเตเดี้ยม แล้วคู่ คาชิมา กับ อุลซาน ฮุนได เสมอกัน โน่นจะก่อให้นัดหมายในที่สุดนัดหมายที่ 6 จะมีลุ้นเข้ารอบกัน 4 กลุ่มเลยเชียวนะครับ
มองดูแง่ลบๆไว้ก่อนนะครับ….แต่ถ้าเกิดเมืองทองคำมีแต้มช่องทางเข้ารอบสดใส หนึ่งแต้มก็ลุ้นได้มากมาย ถ้าเกิดสามแต้ม เข้ารอบเลย
โน่นเป็นภาพกว้างๆอีกสองแมตช์ตอนสิ้นเดือนเม.ย. กับต้นเดือนพฤษภาคม แต่เอาที่เกิดขึ้นนัดหมายปัจจุบันชัยต่อ อุลซาน ฮุนได ในบ้านของ "กิเลนผยอง" ถือว่าเป็นฟอร์มที่ยอดดีที่สุด ผมว่าเล่นดีมากกว่านัดหมายที่พบ คาชิมา แอนต์เลอร์ "รองแชมป์สมาคมโลก" ด้วยเพราะเหตุว่าสกอร์บางทีอาจไม่ใช่ 1-0 จากช่องทางที่ทำเป็น
เกมนัดหมายนี้โค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน วางแทกตำหนิกราวกับทุกนัดหมายก่อนหน้านี้ ที่ให้สัมภาษณ์ว่าจะบุก เพราะเหตุว่าอยากชนะนั้นเป็นการปล่อยข่าวลวง ด้วยเพราะเหตุว่าแทกตำหนิกของโค้ชแบน ราวกับเกมแรกที่เสมอ บริสเบน, ชนะ คาชิมา และก็เสมอ อุลซาน
โน่นเป็นตั้งรับแบบคุมโซน รอคอยคู่ปรับพลาด ตัดบอลได้ สวนกลับโดยทันที
นี่เป็นการวิเคราะห์เกมได้ถูกตามคุณภาพและก็มาตรฐานของกลุ่มตนเองเมื่อเทียบกับคู่ปรับ ไม่ใช่จะไปบ้าจี้เปิดเกมรุกเข้าใส่เพื่อหวังชนะ เพราะเหตุว่าบอลของพวกเรายังคงจะต้องเล่นด้วยแทกตำหนิกรับรอคอยสวน
ยังไม่ถึงขั้นไปเปิดเกมรุกตะลุยแหลกราวกับที่พวกเขาเล่นกับเรา
การเล่นอย่างงี้จะต้องแน่ใจว่ารับแน่น แนวรับทั้งแผงกับแดนกึ่งกลางจะต้องรักษาเว้นวรรคให้แคบ ไม่ห่างกันมากมาย ปิดการเข้าเอาอย่างช่องบีบให้ ครอสจากด้านข้างแล้วลุ้นความบกพร่องในการมาร์คหรือเกาะติด
บังเอิญกองหลังเมืองทองคำชุดนี้ไม่ใช้เด็กหงส์…ที่โยนจากด้านข้างเป็นโดนยิงทุกที…55555 จัดว่าการปกป้องคุ้มครองใช้ได้นะครับ ความบกพร่องส่วนตัว ชนิดหลุดเดี่ยวเข้าไปเปิดเกมง่ายๆอะไรนั้นไม่มี เมื่อลดความบกพร่อง…ยืนกันรัดกุมดี คู่ปรับก็เจาะยาก ความกดดันตกไปอยู่กับกลุ่มบุก

นี่ผ่านมารวมนัดหมายปัจจุบันกลุ่มโค้ชแบนเสียไป 1 ลูกให้คาชิมา นอกจากนั้นไม่เสียประตูเลย กับ อุลซาน สองนัดหมายกลุ่มจากเกาหลีใต้ ดีเลิศมากมายๆบริสเบน เสมอแบบน่าชนะ จุดนี้เป็นจุดแข็งของกลุ่มเป็นพลาดยาก เสียยาก
การวางแทกตำหนิของโค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน จึงทำเป็นต่อเนื่อง เพราะเหตุว่านี่เป็นจุดแข็งของเมืองทองคำณ เวลานี้
ผมเองโชคดีมีโอกาสชี้แจงเอเอฟซี ชปล. ผ่าน bugabootv แล้วเป็นเทปออกช่อง 7 ช่วงเวลาค่ำคืน ติดตามแนวทางการทำงานของทุกทีมในกรุ๊ปและก็งานของโค้ชแบน
นัดแรกใช้กองหลัง 4 อดิศร พระพรหมรักษ์ ยืนคู่ อาโอยามะ หามซ้าย ธีราทร ปีกซ้าย พีรพัฒน์ เพราะเหตุว่าอยากคนช่วยเกมรับทางซ้าย แล้วบุกได้ทั้งคู่คน กึ่งกลางเป็น อี โฮ กับ วัฒนา พลายนุ่ม ช่วยเหลือ เมสซี เจ ที่ยืนด้านหลัง ธีรศิลป กับ ซิสเก๋
ความเชื่อมั่นและมั่นใจจากเกมแรกทำให้เกมสองกองหลัง, กึ่งกลางชุดเดิม ปรับเพียงแค่ มงคล ทศไกร มายืนทางด้านขวาเพื่อช่วยเกมรับเป็น 4-4-1-1 ด้วยเพราะเหตุว่าธีรศิลป ไม่พร้อม เกมนี้พลาดเสียประตูแต่ กลับมีทีเด็ดจาก ซิกโก้ ท้ายเกมชนะ คาชิมา แอนต์เลอร์
เกมสามเยือนอุลซาน เกมนี้จะต้องยอมรับว่าเกมรับเปรียบเทียบสองเกมแรกไม่ได้ เกือบเสียประตูสองสามครั้งจากโอเพ่น เพลย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงท้ายเกม แต่เอาตัวรอดได้ และก็มีจังหวะสวนกลับที่ดี ถ้าเกิดดูเนื้อหาแทกตำหนิก
เกมเยือนอุลซานนั้น โค้ช แบน ใช้กองหลัง 3 เป็นเพิ่ม อดิศร ลงไปช่วยเกมรับกับ อาโอยามะ และก็ เซลิโอ ผ่านความฟิตลงมายืนได้ วิงหามสองข้างอย่างเดิม ทริสตอง โด กับ อุ้ม แย่กว่านั้เพราะเหตุว่า อี โฮ ไม่ฟิตเป็นตัวจริงทำให้จะต้องส่งเด็ก ศนุกรานต์ ถิ่นจอม ลงเล่นกับ วัฒนา
พอนัดปัจจุบันปรับมาเล่นหลัง 4 อดิศร พัก ใช้เซลิโอ กับ อาโอยามะ ที่ดูเหมือนจะเข้าคู่ก้าวหน้า ขณะที่กองกลางส่ง รัชพล นาวันโน เทวดาเดินสาย คู่หู ชนาธิป สมัยอยู่จังหวัดนครปฐม กระทั่งไปด้งกับจังหวัดชัยนาท ฮอร์นใบเสร็จรับเงิน เปิดฉากเกมใหญ่เลย
เกมนี้แบบ 4-4-1-1 ปรับเอา ธีรศิลป ยืนฝั่งซ้ายช่วยงานน้องอุ้ม มงคล ทางด้านขวา ในเกมรับ ซิศโก ค้ำหน้า เมสซี เจ ตัวฟรีในเกมรุก
ผมตั้งข้อสังเกตว่า แทกตำหนิของ โค้ชแบน เวิร์ค เพราะเหตุว่า เกมรับรัดกุมได้จริงอยู่แต่ที่สำคัญเป็นเกมรุกสามารถตอบโต้กลับ ขู่ อุลซาน และก็คู่ปรับได้ทั้งสามเกมนะครับ เพราะเหตุว่าการมี ซิสโก ยืนค้ำหน้า ด้วยเกรดบอลระดับ ซิสโก นั้นสามารถเอาตัวรอดได้ในแผงหลังคู่ปรับไม่ยาก
เก็บบอลได้ ทั้งในอากาศและก็พื้นดิน เขาเล่นบอลต่อเนื่องได้ บวกกับเมสซี เจ ที่กำลังพีคๆมี มุ้ย ที่ความถนัดดี ทำให้จังหวะตอบโต้กลับ อันตราย น่าสะพรึงกลัว. อุลซาน ก็จะต้องวิ่งลงกันจ้าละหวั่น
เกมปัจจุบัน…จังหวะงามที่สุดในการเคลื่อนที่ของเกมมีสองจังหวะที่ ธีราทร คลึงบอลหลอกคู่ปรับสองจังหวะก่อนปลดปล่อยบอลให้ ซิสโก หลุดเดี่ยว แต่ยิงไม่ดีเอง และก็อีกหนึ่งจังหวะ มุ้ย ให้บอลเข้าพื้นที่ว่างระหว่างกึ่งกลางกับหลังของ อุลซาน
เมสซี เจ สอดเข้ามาด้วยเซนส์ฟุตบอล รับแล้วกลับป้ายถึงแม้ว่าจะ มงคล ยิง…ติดเซฟ ยอง แด นายประตูจอมเงอะงะของ อุลซานถ้าเกิดคมๆเด็ดขาด มันจะต้อง 3-0
อันนี้ไม่ได้อวยอะไรกันเกินเหตุ ถ้าเกิดคนไหนได้ชมจากแทกตำหนิกการเล่น ช่องทางที่จะยิงประตูกันนั้น เอสซีจี เมืองทองคำ ยุยงไนเต็ดกระจ่างและก็มีมากกว่า แต่เมื่อไม่เด็ดขาดเองซึ่งบางทีอาจเป็นบทเรียนในภายหลังได้
ราวกับแมนฯยูฯยังไงนะครับ นำ 1-0 เพียงพอลูกสองไม่มา เลยโดนตีเสมอท้ายเกม ฟุตบอลมันเป็นแบบนี้แหละนะครับ ฝึก จัดแจงกลุ่ม วางแทกตำหนิก แต่ถ้าเกิดไม่สามารถปิดสกอร์ได้ มันคือปัญหา นี่จะเป็นสิ่งที่ โค้ชแบน ธชตวัน ศรีปาน อาจจำเป็นจะต้องไปปรับลูกทีม
อีก 2 นัดหมายจัดการบริสเบน รอคอยร์ ที่พวกเราบางทีอาจใช้การได้เปรียบเรื่องลักษณะอากาศที่ร้อนอบอ้าว ขนาดเตะ 19.30 น. พวกประเทศอากาศหนาวไม่ชินแน่นอนนะครับ อากาศร้อนของเมืองร้อน กับอากาศร้อนของเมืองหนาวมันแตกต่าง

ในฐานะที่ผมเคย…ไปซัลโวประตูที่ศูนย์ฝึกฝนกลุ่มชาติเกาหลีใต้เมื่อสามสี่ปีกลาย เล่นท่ามในอากาศร้อนในเกาหลีใต้ 19-20 องศานะครับ น้ำลายเหนียวติดคอ หายใจไม่ทัน ส่วนอากาศร้อนบ้านพวกเรา
เพียงแค่วิ่งสปีดก็แทบจะหมดแรงแล้ว…ราวกับที่นักฟุตบอลอุลซาน ฮุนได โดนความร้อนโจมตี วิ่งไม่ออก เพรสซิง ไม่เป็น ตรงนี้แหละนะครับที่โค้ชเกาหลีใต้ ตอนต้นคุยว่าปรับพฤติกรรมได้ ไม่กลัว เพียงพอแพ้ โทษอากาศว่าร้อน ส่งผล
จริงๆส่งผลนะครับ…แต่คนไหนจะบอกก่อนเกมว่ามันส่งผล ไม่อย่างนั้นคู่ปรับรู้ข้อด้อย แต่เชื่อเถอะเพียงพอเล่นเกมไปพวกเราเห็นเลยว่า พวกเขาจะต้องเล่นเกมช้า ย้ำความชัดเจน ทั้งนักฟุตบอลเกาหลีและก็วัวรแอต ที่ไม่ชินกับอากาศอย่างงี้ สปีดหนีนักฟุตบอลไทยไม่พ้น
ผมมั่นใจว่าบริสเบน รอคอยร์ ไม่ได้ต่างอะไรกับกลุ่มชาติออสเตรเลียที่เกือบมาเสียฟอร์มในการคัดเลือกบอลโลก และก็เกมนี้…ถ้าเกิดโค้ชแบน วางแทกตำหนิกอย่างเดิมไม่ต้องไปย่ามใจอะไรมากมายกับผลงาน รอคอยสวนแม่นๆปรับจังหวะการยิงให้คมกริบ
ได้ 1 แต้ม ช่องทางเข้ารอบนอคเอาต์มีมากพอควรโดยเฉพาะถ้าเกิดคาชิมาฝัง อุลซานได้ พอๆกับนัดหมายในที่สุดที่เจอกับเมืองทองคำเป็นการแย่งที่ 1 และก็ 2 ในกรุ๊ปเพียงเท่านั้น หรือถ้าเกิดอยาก

ถั่วน้อย คืนรัง ผีแดง

ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด มีปัญหากับเกมรุกของตัวเองอย่างรุนแรง
เมื่อจะบอกว่าปัญหาในเกมรุกของกลุ่มภูติผีปีศาจแดงอยู่ที่กองหน้าก็อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำนัก ในเมื่อหัวหอกมหาประลัยอย่าง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยังคงซอยตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง
ปัญหาก็คือเมื่อไม่มีดาวยิงวัย 35 กะรัตผู้นี้ หรือเมื่อไรก็ตามที่คุณพี่เขาทำฟอร์มตก – เล่นไม่ออก เกมรุกของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะขัดสนขึ้นมาในทันที
นอกจากกองหน้าตัวหลักอย่าง "อิบรา" แล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ ยังมีผู้เล่นประเภทหัวหอกอยู่ในแผนกล่าสังหารอีก 2 หน่วยหมายถึงมาร์คัส แรชฟอร์ด กับ อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล ทว่าตอนนี้ดูราวกับว่าทั้งคู่จะกลายพันธุ์เป็นตัวรุกริมเส้นหรือกองหน้าครึ่งหนึ่งปีกไปซะแล้ว เมื่อถูกจับมายืนเป็นกองหน้าก็ชอบเล่นไม่ออก – ยิงประตูมิได้โดยเหตุนี้ & ฉะนี้
ก็เลยคาดการณ์ได้ไม่ยากว่าตำแหน่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ กำลังต้องการด่วนในฤดูหน้า เป็นนักเตะประเภทดาวถล่มประตูนี่แหละกองหน้าระดับตีนพระกาฬหลายรายนามก็เลยถูกสื่อในเมืองหลวงที่ลูกหนังจับมาการร่วมเพศกับภูติผีปีศาจแดงอย่างสนุกครึกครื้นไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ เคน, โรเมลู ลูกากู, ปีแอร์ เอเมอริค โอบาเมยัง และก็โดยไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้จนถึงวันก่อน โชเซ่ มูรินโญ่ ก็พูดถึงกองหน้าคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นอดีตผู้เล่นสายพันธุ์อสูรสยองนี่แหละฮาเวียร์ เอร์นานเดซ หรือที่ประชาชนรู้จักเขาในนาม "ชิชาริโต้"
กุนซือจอมวางท่าให้สัมภาษณ์ข้างหลังจบเกมที่ทำได้แค่เสมอในบ้านตัวเอง 2 ครั้งติดกันทำนองว่าด้วยวิธีการเล่นของ แมนฯ ยูไนเต็ด และก็นาต่อไปนี้ ด้วยการนำบอลเข้าไปหาจังหวะจบในกรอบเขตโทษได้มากมายก่ายกอง ถ้าเขามีกองหน้าอย่าง ชิชาริโต้ เป็นผู้ร่วมทีม นักเตะชาวจังหรูหราผู้นี้คงจะทะลวงตาข่ายได้ราวๆ 15-20 ประตู ต่อฤดู
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ที่บอกว่าตอนเข้ามารับตำแหน่งบิดาใหญ่ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ใหม่ๆเขาพบว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ปล่อยผู้เล่นที่ไม่สมควรจะปล่อยออกจากกลุ่มไปหลายๆคนหนึ่งในนั้นเป็นผู้ครอบครองสมญา "ถั่วน้อย" ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ขายให้ เลเวอร์คูสังเวย เมื่อฤดู 2015-16 กล่าวถึง "ชิชาริโต้"
เขาโชว์ฟอร์มได้กระฉูดแตกมากที่สุด ตั้งแต่ฤดูแรกที่พึ่งเลื้อยตูดจาก ประเทศเม็กซิโก มาอยู่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ใหม่ๆโดยที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
ฤดู 2010-11 นักเตะที่เพื่อนร่วมกลุ่มเรียกสั้นๆว่า "ชิชา" รัวไป 20 ประตูในทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 13 ประตูบนเวทีพรีเมียร์ลีกช่วยทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ลีกสูงสุดเป็นยุคที่ 19 รวมถึงได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในนัดหมายชิงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวมบลี่ย์
ถึงจะยึดตำแหน่งตัวจริงอย่างถาวรไม่เป็นผลสำเร็จก็จริง แต่ว่าเมื่อลงมาเป็นผู้เล่นสำรองแล้วมักทำแต้มได้ไม่ต่างอะไรจากอาวุธลับของภูติผีปีศาจแดงเสมือนที่กาลครั้งหนึ่ง พวกเขาเคยมี "ซูเปอร์ซึมซับ" อย่าง โอเล่ กุนร์ นา โซลชา

ฤดูต่อมา "ถั่วน้อย" ยังคงรักษามาตรฐานในการทำแต้มของตัวเองเอาไว้ได้ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเสมือนฤดูแรก เขากดไปอีก 10 ดอกในพรีเมียร์ลีก ก่อนจะทำได้อีก 10 ประตูในฤดู 2012-13
เพียงแค่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าในฤดูในที่สุดที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการกลุ่มภูติผีปีศาจแดง – คุณป๋าเอ็งเริ่มใช้บริการของ "ชิชาริโต้ ลดลงไปเรื่อยๆ ประการหนึ่งบางทีอาจเนื่องจากว่าการเข้ามาของ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ในตอนที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็ยังเป็นกองหน้าจำพวกหมูเดือดดังเดิม แต่ว่าอีกประการหนึ่งก็คือฟอร์มการเล่นของ ชิชาริโต้ ที่ตกลงไปเช่นกัน
ฤดูในที่สุดของคุณป๋า ดาวเตะที่มีชื่อเต็มว่า ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 9 นัดหมายเพียงแค่นั้น
เมื่อ เดวิด มอยส์ เข้ามาแทนที่ท่านเจ้าคุณเฟอร์กี้ – กุนซือภูติผีปีศาจแดงคนใหม่ก็ไม่ค่อยใช้งาน "น้องถั่ว" สักเท่าไหร่ โดยในฤดู 2013-14 เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกเพียงแต่ 6 นัดหมายเพียงแค่นั้น (ลงเป็นสำรอง 18 นัดหมาย) สถิติการถล่มตาข่ายก็เลยลดลงอย่างฮวบฮาบ เหลือเพียงแค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น เฉพาะในพรีเมียร์ลีก
เมื่อเปลี่ยนแปลงแม่งานอีกทีเป็น หลุยส์ ฟาน กัล – แมนฯ ยูไนเต็ด ไปคว้ากองหน้าคนใหม่ที่ชาติสกุลสูงขึ้นยิ่งกว่าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาร่วมกลุ่ม คุณลุงอ้วนเอ็งก็เลยตัดสินใจปล่อย "ถั่วน้อย" ผู้สวยของแฟนคลับให้ เรอัล มาดริด ยืมตัวไปใช้งานตลอดทั้งฤดู 2014-15
ชิชาริโต้ ลงเล่นให้ "กษัตริย์ชุดขาว" ทั้งปวง 33 นัดหมาย ยิงได้ 9 ประตู (ทุกรายการ) ถ้ารู้สึกว่าชีวิตโดยมากอยู่บนม้านั่งสำรอง การยิงได้ 9 ประตูก็ถือว่าไม่น่ารังเกียจสักเท่าไหร่
แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยดึงกองหน้าสายพันธุ์จังหรูหราผู้นี้กลับมาที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด อีกทีในฤดู 2015-16 ซึ่งเขาได้ลงเล่นเป็นผู้เล่นสำรองทั้งปวง 3 นัดหมาย จนถึง…ฟางเส้นในที่สุด เมื่อตะบันบ่ายแก่ๆลงมา ถ่ม! จนถึงในเกมเพลย์ออฟ รอบคัด ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พลพรรคภูติผีปีศาจแดงออกไปเยือน คลับ บรู๊ซ
"ชิชา" ถูกส่งลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ภายหลังกลุ่มตัวเองนำห่าง 4-0 ก่อนจะได้จุดโทษ แต่ว่าคุณพี่เขาดันสังหารพลาดกล้วยๆซะแบบงั้น!
ภาพที่ หลุยส์ ฟาน กัล ทำหน้าเสมือนถูกดึงขนตูดพร้อม 8 เส้นพลางหันไปมองตากับผู้ช่วยอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ บนม้านั่งสำรอง ดุจดังไม่อยากเชื่อสายตาที่ ชิชาริโต้ ยิงจุดโทษไม่เข้าถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในระบบโซเชี่ยล
แล้วต่อจากนั้นคุณลุงอ้วนเหน็บแดกส์แกก็ตัดสินใจปล่อยกองหน้ากลุ่มชาติประเทศเม็กซิโกผู้นี้ให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปในราคาแค่ 7.3 ล้านปอนด์
"เด็กผี" โดยมากบางทีอาจเสียดาย แต่ว่าขูดความจำได้ว่าไม่ถึงกับอาลัยอาวรณ์หรือห่วงใยอะไรมาก เนื่องจากว่าระยะหลังๆฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ได้ลงน้อยและก็ยิงน้อย แถมยังถูกปล่อยให้กลุ่มอื่นยืมตัวไปหนึ่งฤดู

บนเวทีบุนเดสลีกาเสมือนกลับมาเกิดใหม่ใหม่ เมื่อฤดูแรกกับ เลเวอร์คูสังเวย "น้องถั่ว" ยิงได้ถึง 20 ประตู จากการลงเล่น 46 นัดหมายในทุกรายการเริ่มมีเสียงพร่ำบ่นน่าเสียดายให้ได้ยินส่วนฤดูนี้ ชิชาริโต้ ลงเล่นไปแล้ว 32 นัดหมาย โดยยิงไป 12 ประตูในทุกรายการรวมลงเล่นให้ เลเวอร์คูสังเวย ไปแล้วทั้งปวง 72 นัดหมาย ยิง 38 ประตู ซึ่งถือเป็นค่าถัวเฉลี่ยในการทำแต้มที่สูงพอสมควร เป็นยิงได้ 1 ประตูในทุกๆ2 นัดหมายเทียบกับตอนอยู่ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ลงเล่น 157 นัดหมาย ยิงได้ 59 ประตู คุณจะพบว่าสถิติและก็ค่าถัวเฉลี่ยนในการถล่มตาข่ายสูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อเห็นการกลับมาเกิดใหม่ใหม่ของ ชิชาริโต้ บนเวทีบุนเดสลีกา-เยอรมัน บรรดาผู้อุทิศวิญญาณให้ภูติผีปีศาจแดงก็ออกอาการอาลัยอาวรณ์ & ห่วงใย ขึ้นมาในทันที ทำนองว่าน่าเสียดายพลางชื่นชมกุนซือภูติผีปีศาจแดงคนเก่าว่า "เอ็งขายออกไปได้ไงขอรับ…ไอ้หอก!" ด้วยเหตุนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องถามบรรดาแฟนผีว่าอยากได้ดาวเตะผู้นี้กลับมาหรือเปล่า? คำตอบโดยมากอาจจะเหมือนกันต่างหากที่เป็น "เอานะ" (สำหรับค่าจ้างก็อาจจะไม่แพงน่ารังเกียจ แต่ว่าอาจจะสูงขึ้นยิ่งกว่าที่ขายออกไปแน่นอน) สมมุติว่าย้ายกลับมาจริงๆถามว่า ชิชาริโต้ จะแก้ตอบโจทย์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้หรือเปล่า?…ว่าแล้วมาทำความเข้าใจกันก่อนครับผม
"ชิชา" จัดเป็นผู้เล่นที่ความสามารถความสามารถเฉพาะตัวค่อนข้างต่ำ เขาไม่ค่อยมีคุณสมบัติในการกระตุกบอลหนีคู่ปรปักษ์หรือเลี้ยงกินตัวคู่ปรปักษ์ – จับบอลก็กระโดกกระเดก จ่ายบอลก็ไม่ค่อยแม่นสักเท่าไหร
จุดแข็งหรือจุดขายเพียงแต่จุดเดียวเป็นการทำแต้มในกรอบเขตโทษ เขาเป็นผู้เล่นที่มีวิญญาณเพชฌฆาตพอๆกับสัญชาติญาณนักฆ่า โดยเป็นกองหน้าที่จัดอยู่ในประเภท "หมาจิ้งจอกในกรอบเขตโทษ"เอาง่ายๆว่ากำเนิดมาเพื่อกระแทกประตูเพียงอย่างเดียวปัญหาก็คือถ้าฟอร์มตกเมื่อไร หรือเพื่อนร่วมกลุ่มไม่สามารถที่จะเปิดป้อนบอลเข้าไปให้ทำแต้มได้มากพอเพียง เขาก็จะจำแลงเป็นไม้ตีพริกที่หมดประโยชน์ในทันที โดย 12 นัดหมายปัจจุบันที่ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด – ชิชาริโต้ ยิงได้แค่ 1 ประตูเพียงเท่านั้นนั่นบางทีอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะเหตุใด หลุยส์ ฟาน กัล ถึงไม่คิดจะใช้บริการของ "น้องถั่ว" เฉพาะอย่างยิ่งในฟุตบอลยุคใหม่ที่กองหน้าควรจะมีส่วนร่วมกับเกม และก็จำต้องทำอะไรให้ได้มากยิ่งกว่าการ "รอยิง" เพียงอย่างเดียว
ต่อเมื่อตกเป็นข่าว บรรดาสื่อในอังกฤษอุตสาหะพรีเซนเทชั่นแต่ว่าสถิติที่สวยหรู อาทิเช่นการยิงได้หลายประตู โดยแกล้งไม่บอกว่าในฤดูนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่เอ็งยิงมิได้ต่อเนื่องกันถึง 16 นัดหมายเลยทีเดียว
ที่สำคัญเป็นการรบภมิแข้งพรีเมียร์ลีกมีความเล่นยากกว่า             บุนเดสลีกา การยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของเยอรมันก็เลยบางทีอาจมิได้หมายความว่าจะยิงกระจัดกระจายในลีกสูงสุดของอังกฤษ
เดี๋ยวนี้อายุของ "น้องถั่ว" เพิ่ง 28 ขวบเพียงเท่านั้นขอรับ เรียกว่าอยู่ในช่วงพีคของอาชีพล่าตาข่าย สมมุติว่าเอากลับมาจริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นแสนเข็ญอะไร ขายไป 7.3 ล้าน ถ้าขอซื้อกลับมาสัก 15 ล้าน เข้าใจว่า "เจ้าของห้างขายยา" ก็อาจจะไม่กล้ายักไหล่ใส่
ชิชาริโต้ บางทีอาจไม่เหมาะสมกับแนวทางการเล่นฟุตบอลแบบเน้นย้ำการมีไว้ในครอบครองของ หลุยส์ ฟาน กัล สักเท่าไหร่ เนื่องจากว่าต่อหนึ่งเกมอาจมีจังหวะจบในกรอบเขตโทษน้อยไปหน่อย แต่ว่าคงจะเหมาะกับทางของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ทำให้ภูติผีปีศาจแดงเปิดเกมบุกใส่คู่ปรปักษ์อย่างเร็วและก็น้อยจังหวะมากยิ่งกว่าบนความสนุกสนานร่าเริงมากขึ้นเรื่อยๆ

ครึ่งปีของมูรินโญ่กับผีแดง

''ผมคาดไว้แล้วว่ามันจะยาก ทำไมน่ะหรือ ? ด้วยเหตุว่าประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้'' โชเซ่ มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้ามาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ครึ่งปี
ผลงานล่าสุดเป็นพลาด พลาดที่ไม่สามารถที่จะเอาชนะลิเวอร์พูลได้ แม้ 1 แต้มจะไม่น่าเกลียด แม้กระนั้นควรจะทำได้ดีกว่านี้ โดยมองดูจากทีมกำลังพอดีแล้วก็ทำผลงานเจริญ
ตอนเปิดตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พวกเราแทบไม่เห็นมูรินโญ่ยิ้มแบบชื่นใจเลย ด้วยเหตุว่าเขาคงจะตระหนักดีว่าการมารับงานที่สโมสรนี้ไม่ใช่เรื่องสนุก ที่จะทำกันเล่นๆหรือให้คำมั่นโง่ๆว่ามาปีแรกจะได้แชมป์โน้นแชมป์นี้
"ผมถามตนเองว่า : ทำไม ในปีหลังๆสิ่งต่างๆมิได้งามอย่างเดิมเป็นมา"
"หนึ่งในคำตอบที่แจ่มชัดเป็น บอลเปลี่ยนไปมากมาย แล้วก็การแข่งขันชิงชัยมิได้เหมือนเมื่อ 10-20 ปีก่อน มันยากขึ้นที่จะเอาชนะ ยากที่จะเป็นครองความโหฬารอยู่ทีมเดียว ผมรู้ๆกันอยู่ ผมรู้ดีว่างานผมจะยาก"
"ถ้าคุณคิดออกหนแรกที่ผมให้สัมภาษณ์ ผมมิได้ทะนงตัวเลย ผมรู้ดีว่าคำบอกเล่าผมมันเป็นความเสี่ยงเมื่อผมบอกว่า : "ผมอยากให้ยูไนเต็ดเป็นแชมป์เดี๋ยวนี้" แม้กระนั้นผมคิดว่า ถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังรู้สึกก็คือ ไม่ว่าสถานภาพของแมนฯ ยูไนเต็ดจะคืออะไร คุณก็ต้องพูดแบบงั้น แม้กระนั้นผมรู้ดีว่ามันยาก"
"ผมรู้ดีว่าท็อตแน่มทำอะไรบ้างตลอด 2 ปีหลัง ผมรู้ดีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างที่สโมสรอื่นๆแม้กระนั้นผมก็ยังอยากเปิดให้สัมภาษณ์แบบนั้น ด้วยเหตุว่าผมมีความคิดว่ามันถูก"
นี่เป็นการพูดของคนที่ตระหนักรู้ มีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ มูรินโญ่มิได้ทะนงตัวอย่างตอนเปิดตัวกับเชลซีเมื่อปี 2004
เขาทราบว่าการมาคุมแมนฯ ยูไนเต็ด มีเป้าหมายอย่างเดียวเป็นต้องได้แชมป์ ไม่ว่าทีมตอนนั้นจะเป็นอย่างไรก็ดี แล้วก็เขารู้ดีว่ามันยาก
"ผมเลือกงานที่ผมต้องการ ผมเลือกอยู่กับสโมสรที่ผมอยากไปอยู่ด้วย ผมทุ่มเททุกสิ่งที่ผมมี ผมไม่สามารถที่จะให้อะไรได้มากยิ่งกว่านี้แล้วในทางของ เวลา, ความต้องการ แล้วก็ความจริงจัง ผมแฮปปี้กับตนเอง"
"ถ้าผมวิเคราะห์ตนเอง ผมมีช่วงไปถึงเป้าหมาย ที่ผมได้แชมป์จำนวนมาก แม้กระนั้นผมมิได้เป็นสุขเต็มกำลังกับสิ่งที่ผมเคยทำตอนนั้น ผมคิดว่าผมสามารถทุ่มเทมากยิ่งกว่านั้น แล้วก็ทำอะไรให้ดีกว่านั้นได้ แม้กระนั้นเวลานี้ ผมมความสำราญกับสิ่งที่ผมทำ ซึ่งผมรู้ดีว่าผมกำลังไล่ล่าความสำราญอย่างยิ่งยวดในบอลอยู่ โน่นเป็นพาทีมชนะแล้วก็ได้แชมป์"
มีความหมายว่า ทั้งตอนอยู่ปอร์โต้, อินเตอร์ มิลาน, เรอัล มาดริด แล้วก็เชลซี 2 รอบ ที่เขานำทีมได้แชมป์มาตลอด แม้กระนั้นเขากลับรู้ดีว่าตนเองยังไม่อิ่ม
คิดว่าตนเองยังไม่เต็มกำลังกับการคุมทีม แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้เขากลับพูดว่า เขากำลังเป็นสุขที่สุด ทั้งที่สถานการณ์แล้วก็โอกาสการคว้าแชมป์ของปีศาจร้ายแดง ณ เวลานี้ ไกลห่างจากการประสบความสำเร็จ … ทำไมถึงอยากได้งานนี้ ? อะไรเป็นความทรงจำแรกของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ด ? โชเซ่ มูรินโญ่ มีคำตอบ
"บิดาผมถ่ายทอดความหลงใหลในเกมลูกหนังให้ผม ชีวิตของท่านทั้งการเป็นนักฟุตบอล การเชิดชูที่ท่านมีให้แก่พวกสโมสรใหญ่ๆนักฟุตบอลเก่งๆ"
"ผมคิดออกไหมตอนเป็นเด็กที่เบนฟิก้าเจอแมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมนัดชิงยูโรเปี้ยน คัพ ? ไม่หรอก ผมจำไม่ได้ แม้กระนั้นผมรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับนัดชิงนัดนี้ ด้วยเหตุว่ามันเป็นในรุ่นของบิดาผม"

"ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีม ผมต้องเจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดทันทีเลย ผมนั่งอยู่ข้างสนามด้วยในเกมที่เสมอ 3-3 (เจอบาร์ซ่า ปี 1998/99)"
"หนแรกที่ผมได้เข้าร่วมยูฟ่า แชมเปี้ยนส ลีก ในฐานะผู้จัดการทีม ผมก็เจอแมนฯ ยูไนเต็ด อีกครั้ง (คุมปอร์โต้ปี 2004) แล้วก็หนแรกที่ผมมายังพรีเมียร์ลีก เกมแรกของผมก็เจอกับแมนฯ ยูไนเต็ดอีก (เชลซีชนะ 1-0)"
"ผมมีความทรงจำเกี่ยวกับแมนฯ ยูไนเต็ดจำนวนมากในอาชีพของผมแล้วก็ผมรู้ๆกันอยู่ถึงประวัติศาสตร์ของพวกท่าน ผมมิได้ศึกษาอะไรเลยตอนมาร่วมทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ผมเคยศึกษาเรื่องของสโมสรต่างๆที่ผมเข้าไปคุม แม้กระนั้นกับตรงนี้ ผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นเลย"
"ผมรู้เกี่ยวกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเยอะมาก แม้กระทั้งจนถึงก่อนที่ผมจะฝันว่าได้มาร่วมงานกับพวกท่านเสียอีก"
ชาบี เอร์นานเดซ ในวัย 18 ปี เปิดฉากทีมชุดใหญ่ให้บาร์ซ่า เป็นครั้งแรกในเกม ชปล. ที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด สมัยที่ หฝ่าส์ ฟาน กาล เป็นที่ปรึกษา แล้วก็ข้างสนามวันนั้นมูรินโญ่ก็นั่งเป็นมือขวาของ "จารย์หฝ่าส์" อยู่ด้วยนั่นเอง
ชาบีพูดว่าเขาตื่นเต้นกับบรรยากาศในสนามแห่งนี้ ในฐานะดาวรุ่งที่ไม่เคยสัมผัสเกมชุดใหญ่ ในขณะที่โดน ฟาน กาล สั่งให้ไปวิ่งวอร์มจัดแจงเปลี่ยนตัวลง
เมื่อ เดวิด เบ็คแฮม ปั่นฟรีคิกให้เจ้าถิ่น ชาบีได้ยินเสียง "ชาวอังกฤษกว่า 50,000 คนตะเบ็งใส่หูผม" แล้วก็เขาพูดว่า โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดยังเป็นสโมสรที่เขาชอบใจที่สุดในยุโรปสำหรับมูรินโญ่เอง สนามแห่งนี้ก็เคยเป็นความทรงจำไม่มีวันลืมเหมือนกัน
"คุณคงจะหวังว่าผมจะตอบอย่างอื่น แม้กระนั้นความทรงจำที่แจ่มชัดของผมกับโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เป็นในระหว่างที่ปอร์โต้ยิงประตูในนาทีที่ 88 แล้วอีก 5 นาทีถัดมาเป็นนรก!!"
"ตามปกติแล้วถ้าพวกเรายิงประตูในนาที 88 คู่ปรปักษ์ของพวกเราก็ตายไปแล้ว สนามก็ตายไปด้วย"
"แทนที่จะเป็นแบบงั้น พวกเรากลับมี 5 นาทีที่นายทวารพวกเราต้องแงะซูเปอร์เซฟ, บอลชนเสากระดอนไปๆมาๆ แบ็กซ้ายของผมต้องไปยืนคุมเสา พวกเรามีความคิดว่ามันคงจะจบไปแล้ว แม้กระนั้นพวกเขา (แฟนบอลแมนฯ ยูไนเต็ด) มีความคิดว่ามันยังเป็นไปได่สำหรับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่จะเป็นข้างชนะ ผมจำเสียงดังในขณะนั้นเจริญ"
"ผมมีความคิดว่าเกมมันจบสุดแท้แต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ไม่ยินยอมให้เกมจบลง มันเป็นนรกของพวกเราเลย นรก!!!"
สถานการณ์เดี๋ยวนี้เป็น โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่คนของบาร์ซ่า, อินเตอร์ มิลาน หรือปอร์โต้แล้ว แม้กระนั้นเขาเป็นที่ปรึกษาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
จากที่เคยมาเยี่ยมสนามแห่งนี้ในฐานะที่ปรึกษาคู่ปรปักษ์ ตอนนี้เขาเดินลงสนามพร้อมสูทเบลเซอร์สีดำที่มีตราสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะที่หน้าอก
"ยินดี ผมมีความภูมิใจมากมายที่ได้เป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมโชคดีพอที่ได้คุมทีมใหญ่ๆ"
"เรอัล มาดริดก็ใหญ่, อินเตอร์ มิลานก็ใหญ่ มีประวัติศาสตร์จำนวนมาก มีที่ปรึกษายิ่งใหญ่อยู่ก่อนหน้าผม ผมไม่อายเลย ไม่นิดหน่อย ผมเพียงแค่มีความคิดว่า "นี่มันเหมาะกับฉันอยู่แล้ว" ผมมั่นใจ แล้วก็นิ่งมากมาย ผมพร้อมสำหรับความรับผิดชอบแม้กระนั้นผมก็ยินดีมากมายเหมือนกัน"
"ในฐานะคู่ปรปักษ์ เมื่อคุณมาที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด คุณคิดว่าเสมอ "พวกนายอยู่บนยอดสุดของโลกบอล" คุณมองดูไปทั่วสนามแล้วรำพันว่า "ว้าววว" แม้กระนั้นผมก็เคยคิดว่ามันเหมาะกับผมเหมือนกัน"
"ผมรู้สึกยินดีมากมายทุกนัดที่ได้คุมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้สึกแบบงั้น แล้วก็หวังว่าจะรู้สึกแบบงั้นไปกระทั่งช่วงเวลาค่ำคืนในที่สุดของผม มันจะต้องเป็นแบบงั้น ผมเกลียดช้าผู้เล่นอยู่ตรงนี้ 2-3-4-5 ปี แล้วความรู้สึกกับสโมสรลดน้อยลง"
การได้มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น มูรินโญ่พูดว่าเขารู้ๆกันอยู่ถึงประวัติศาสตร์สโมสรหนึ่งในนั้นเป็นเรื่องราวของการเปิดโอกาสเด็กจากทีมเยาวชน ซึ่งเป็นมาตลอด 80 ปี แมนฯ ยูไนเต็ดเปิดโอกาสดาวรุ่งเสมอ

"ใช่ผมรู้ ดาวรุ่งนักฟุตบอลที่ทำให้ผมตื่นเต้นนะหรือ ? มีสิ แม้กระนั้นมีบุคคลที่พร้อม (สำหรับทีมชุดใหญ่) หรือยัง ? ยังไม่มี"
"ฤดูกาลที่แล้ว คนไม่ใช่น้อยรอคอยโอกาส คนไม่ใช่น้อยมีพรสวรรค์ แรชเฟิร์ด เป็นตัวที่เด่นสุด มันมีช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องลงเล่น ทำให้พวกเขาไม่มีแรงกดดัน ไม่มีนักฟุตบอลชุดใหญ่ที่นั่งรออยู่ข้างสนามเพื่อรอคอยให้พวกเขาทำผิดพลาด" (สมัยของ ฟาน กาล)
"หนทางก็มีเพียงแค่ แรชเฟิร์ด หรือ แรชเฟิร์ด กับ เมนซาห์ กับ เมนซาห์ ไม่มีทางเลือกอื่น ด้วยเหตุว่ามีนักฟุตบอลเจ็บเยอะมาก"
"สถานการณ์ต่างไปในฤดูกาลนี้ นักฟุตบอลเจ็บน้อยมาก ความคาดหมายในตัวนักฟุตบอลก็สูงมากขึ้น"
"ถ้าคุณไปไล่ดูในประวัติดาวรุ่งของสโมสร คุณจะพบ บางบุคคลที่เป็นตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เขามีปีที่ 2 ที่มิได้ดีเท่าปีแรกนะ แม้กระนั้นแล้วปีที่ 3 ค่อยกระโจนมาอยู่ในระดับที่เป็นกิ๊กส์ที่พวกเรารู้จัก"
"มันคือเรื่องปกติสำหรับดาวรุ่งส่วนใหญ่ พวกเขาขึ้นมาหนแรก ไม่เคยรู้สึกบีบคั้น ไม่เคยรู้สึกถึงความรับผิดชอบ คู่ปรปักษ์ก็ไม่เคยทราบ เลยโดนโจมตีแบบไม่ตั้งตัว แม้กระนั้นพวกเราก็ซ้อมกับพวกดาวรุ่งมาเสมอนะ บางเวลาบอล มันขึ้นกับจังหวะ แน่ๆ ทุกคนตรงนี้รู้ๆกันอยู่ถึงแนวทางของสโมสรนี้ที่เปิดโอกาสดาวรุ่ง"
ดูท่ามูรินโญ่กำลังปฏิบัติงานอย่างมีความสุขที่สุดในอาชีพการเป็นที่ปรึกษาในขณะนั้น
เขาพูดว่า เขาไม่ได้อยากโดนแบนอีก เลยมักมองเห็นเขาต้องนั่งข้างสนามบ่อยเวลาไปเล่นเกมเยี่ยม เขาอุตสาหะอดทน อุตสาหะนิ่งเข้าไว้
เขารู้สึกเป็นสุขกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟนผีเริ่มเบื่อกับการเปลี่ยนที่ปรึกษาบ่อยเกินไปแล้วในตอนหลัง ซึ่งเขายืนยันว่าเขาพร้อมจะอยู่กับทีมไปยาวๆ
"ผมมีสัญญา 3 ปี ผมไม่สามารถที่จะขอมากยิ่งกว่านั้นได้ขณะนี้ แม้กระนั้นถ้าผมไปถึงเป้าหมายขณะนี้ผมคงจะขอสัญญาเพิ่มจาก เอ็ด วูดเวิร์ด ไปแล้วด้วยเหตุว่าผมอยากอยู่"
"ผมอยากอยู่ตรงนี้ มันเป็นสโมสรที่ผมสามารถสร้างการบรรลุเป้าหมายใหญ่ๆได้ เป็นที่ที่ผมต้องการเวลาสักหน่อย ผมมีความคิดว่า 3 ปีก็เพียงพอแล้ว (ในการทำทีมกลับมาไปถึงเป้าหมาย)"
"ผมมิได้ขอมากยิ่งกว่านี้ แม้กระนั้นผมอยากอยู่ไปนานๆแมนฯ ยูไนเต็ดจะเขี่ยผมทิ้งเมื่อพวกเขาต้องการ ไม่ใช่ในระหว่างที่ผมต้องการ ด้วยเหตุว่าผมไม่ได้อยากจากไปเลย"

กฎอะเวย์โกล…แฟร์จริงหรือ

วินาทีที่ เอดินสัน คาวานี่ ตะบันผ่าน มาร์ค อันเดร แทร์ ชเตนเก้น เว้นเสียแต่จะมีผลให้อ่างชามยักษ์เงียบสงัดโดยมีแต่เสียงโห่ร้องจากบรรดาแขกห้าพันชีวิตที่แผดลั่น ก็ยังทำให้บางเสี้ยวอารมณ์คิดว่ากฎประตูกลุ่มเยี่ยมที่ออกกันมานั้นมีความไม่เป็นธรรมซุกซ่อนจริงๆ

เป็นได้ไงกลุ่มที่อุตสาห์มุ่งหน้ารัวถึงสามลูก (ทั้งที่จากเกมแรกราวเกรียวว่าพวกเขาถูกถอดชื่อออกจากสารบบเรียบร้อย) จำต้องมาโดนดับโอกาสเพียงการเสียลูกเดียว??

เวลานี้เข็มนาฬิกากระดุกกระดิกผ่านหนึ่งชั่วโมงนิดหน่อย นั่นหมายคือว่าแม่ทัพเสื้อเลือดหมูสีน้ำเงินจำต้องดาหน้าทำให้ได้อีก 3 ประตู ถ้ามั่นใจว่าปาฏิหาริย์บนโลกนี้ไม่เคยตาย
เปแอสเชก็ไม่ใช่กลุ่มไก่กาตรงไหน นี่คือชมรมเลขหนึ่งของประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีความทะยานอยากมุ่งมาดปรารถนาครองเจ้ายุโรปให้ควรได้ อีกนั่นแหละก็อาจมีแต่บาร์เซโลน่าที่ทำอะไรแบบคืนวันพุธได้ พวกเขาอาจจะตบเกียร์ห้าถัดไป อย่าลืมว่าจุดด้วยคือข้างหลังบ้านก็จะรั่ว ขืนเสียอีกลูกก็เหมือนลงหลุมแล้วโดนดินฝังด้วย

เพราะว่าปัญหามิได้อยู่ที่ว่าเมื่อเอาสกอร์สองเกมมารวมแล้วใครกันแน่ได้มากกว่าจะได้รับการชูมือ ปัญหาดันผูกตรงว่ามีกฎอะเวย์โกลซึ่งทางยูฟ่าตั้งใจว่าเพื่อให้พวกกลุ่มเยี่ยมไม่เป็นอุดกันเป็นข้อแย้งสำคัญ

ยักษ์กาตาลันยิงลูกที่ 4 นาที 88…

ใช่ครับ-Football, Bloody Hell!!

ซีซั่นที่แล้ว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ฉายแววตาแสนผิดหวังเมื่อบาเยิร์น มิวนิคจอดรอบรองชนะเลิศอีกหนด้วยการ''เสมอ'' แอตเลติโก มาดริดสองนัดหมาย 2-2 ผมเขียนไม่ผิดใช่มั้ย เกมแรกที่สเปนบุกไปแพ้ 0-1 แต่มาเอาคืนที่อัลลิอันซ์ อารีน่า 2-1

ถามว่าเสือใต้เหมาะสมอกหักมิได้ไปซาน สิโร่ที่ไหน??

ปี 2009 กิริยาอันธพาลของ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา หากยังคิดออก แต่ว่านั่นแหละทุกคนเข้าใจว่าเป็นใครกันแน่ก็โกรธ ทั้งการเป่าเฮงซวยของเชิ้ตดำจากนอร์เวย์ตลอดจนการที่ความฝันจำต้องมาพังทลายในนาที 93

ใช่ บ้าจริงๆทั้งที่สกอร์สองนัดหมายยังไงก็ควรได้เตะขยายเวลาเพราะว่าเสมอกัน 1-1 ถ้าเพียงกติกาจากยูฟ่าที่ให้สิทธิ์กลุ่มเยี่ยมพิเศษในกรณีทำประตูนอกรังได้ หรือกระทั่งอาร์เซน่อลเองก็เคยมีอยู่ปีที่ทำได้ดีสุดแล้วต่อการตรึงผลสองเกมให้เท่ากับบาเยิร์นได้ที่ 3-3 แต่พวกเขาก็ไม่วายจำต้องกระเด็นรอบน็อกเอาต์รอบแรก เพราะว่าจากกฎอะเวย์โกล

แน่นอน แท็กติกก็เลยจำต้องละเอียดมากสำหรับระบบเหย้า-เยี่ยมประเภทนี้

สิ่งที่เป็นปัญหานั้นก็คือว่ากลุ่มที่ได้เฝ้ารังก่อนถ้ามิได้ศักดินาสูงอย่างบาร์ซ่า, บาเยิร์น หรือมาดริดน่าจะเลียนแบบไรดี เหตุเพราะหากมัวแต่บุกเพื่อหมายเก็บความมีชัยก่อนแล้วไปพลาดโดนมา งานก็หนักเป็นสองเท่าทันที ซึ่งฤดูกาลที่แล้วแมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ทำอย่างงั้นด้วยการเสมอมาดริด 0-0 ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม เพียงแค่เกมสองไม่อาจจะอาศัยเกมตอบโต้กลับทะลวงผ่านแนวรับของกษัตริย์ชุดขาวได้สักลูก

สำหรับกฎอะเวย์โกลถูกคิดขึ้นทีแรกปี 1965 ในรายการคัพ วินเนอร์ส คัพ (เอาแชมป์บอลถ้วยแต่ละประเทศเจอะกัน) โดยเหตุผลริเริ่มมาจากเพื่อกำจัดการรีเพลย์ออกไปในกรณีสกอร์เสมอกัน อดีตจำต้องคิดภาพตามว่ายุคอดีตกาลที่การเดินทางยังไม่สะดวก ระบบต่างๆก็ค่อนข้างจะล้าหลัง ซึ่งสมัยนั้นมีการคำนวณว่าสถิติความมีชัยของกลุ่มเยี่ยมในเวทียุโรปมีเพียงแค่ 16% โดยก็เพียงพอเข้าใจตามได้ว่ามันลำบากต่อการที่กลุ่มใดก็ตามจำต้องข้ามน้ำข้ามสมุทรไปฟาดหน้าแข้งภายใต้ความจำกัดของเหตุต่างๆ

ย้อนกลับไปก็เลยมักพบผลที่ชนะกันโอฬาร อย่างแมนฯ ยูไนเต็ดเคยต้อนเอชเจเคของฟินแลนด์ 6-0, เบนฟิก้าไล่ถล่มกลุ่มจากลักเซมเบิร์กสิบลูก หรือเฟเรนซ์วารอสจากฮังการีเอาชนะเรคยาวิกของไอซ์แลนด์ 9-1 เป็นต้น

นอกจากนี้ ตามความศรัทธาของยูฟ่าคือเพื่อมอบให้กำลังใจต่อกลุ่มที่ไปแพ้มา 3-1 ว่ายังมีหวังมากกว่า 2-0!!!

อย่างไรก็ดี เวลาเปลี่ยนไป เทคโนโลยีก้าวล้ำขึ้น ขณะนี้การออกนอกประเทศถือว่าง่าย ระบบวิทยาศาสตร์การกีฬาก็เข้ามามีบทบาทที่ทำให้สกอร์ไม่กระจุยกระจายเท่านั้นอีกแล้ว สถิติของกลุ่มเยี่ยมในยุโรปก็กำชัยเยอะขึ้นเป็นเฉลี่ยอยู่ที่ 35%

ผมแน่ใจว่าเกมบอลบ้าๆที่คัมป์ นูเมื่อคืนวันพุธ ทดลองว่าเป็นกลุ่มอื่นก็อาจจะถอดหัวใจกับโยนผ้าขาวให้เปแอสเชไปแล้วเมื่อเสียอะเวย์โกลอย่างงั้น

ถ้านั่นคือบาร์ซ่าที่อุดมพร้อมพรั่งด้วยแนวรุกสุดอันตราย

ก็อาจต้องโทษนักฟุตบอลจากเมืองหลวงประเทศฝรั่งเศสเพราะว่า พวกเขาเกรงสั่นเกินไป ประมาทด้วยที่ไม่คิดว่าจะมาโดนสามลูกติดกันภายในตอนที่ห่างกัน 7 นาที

เวลาเดียวกันก็เป็นได้ว่าถ้าไม่มีอะเวย์โกล เกมก็อาจจำต้องขยายเวลาเหตุเพราะเพียงพอบาร์ซ่ากะซวกประตูที่ 5 ได้ก็อาจผ่อนเกมลง ขออนุญาตใช้คำว่า ''อาจจะ'' นะครับ เหตุเพราะการมาเขียนวิเคราะห์คราวหน้าย่อมยากที่จะคาดเดาเหตุการณ์ที่กำลังเป็นไปในสนามเวลานี้ๆ

ครับ ตามเซนส์ของเราทั่วไปนั้น ระบบเหย้า-เยี่ยมไม่ว่าจะถ้วยใด การที่ฝ่ายใดก็ตามได้กลับมาเตะในรังนัดหมายสองมักถูกมองว่าได้เปรียบกว่า

เหตุเพราะกฎอะเวย์โกลทำให้กลุ่มที่ออกไปนอกบ้านก่อนสามารถเลือกได้ว่าจะใช้อุบายใดสู้ บางครั้งบางคราวมขอยิงได้สักลูกก็พึงพอใจ ถ้าจบด้วยความมีชัยจะเพอรต์แต่หากเสมอ 1-1 หรือกระทั่งเสียทีก่อน 1-2 ก็คงมีความมั่นใจดวงใจว่าสามารถปิดจ๊อบได้ในเกมที่สอง

นอกจากนี้จากผลที่เกิดจากการสำรวจรอบทศวรรษมานี้พบว่าจำนวนประตูของเกมนัดหมายสองรอบน็อกเอาต์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (รอบ 16, รอบ 8 รวมทั้งรอบตัดเชือก) มีสูงยิ่งกว่าเกมแรกโดยค่าเฉลี่ยตกที่ 33 ลูก กับ 39 ลูก ซึ่งนั่นก็อาจจะชักแม่น้ำโยงกับกฎประตูกลุ่มเยี่ยมได้ว่าทำให้นัดหมายสองทั้งคู่เปิดหน้าเข้าหาเยอะแยะกว่า หรือบางครั้งบางคราวมันเป็นธรรมชาติของเกมบอล อย่างครึ่งแรกของแต่ละเกมก็มักจะไม่สนุกเท่าครึ่งหลัง

''เพราะว่าครึ่งแรกเครื่องยังไม่ร้อน อีกอย่างบางครั้งบางคราวก็ดูเชิงกันบ้าง บางครั้งบางคราวก็ย้ำแท็กติกกันเยอะแยะไป รวมทั้งบางครั้งบางคราวร่างกายที่พึ่งจะลงไปอาจจะฟิตทั้งคู่ แต่เพียงพอเวลาผ่านไปกลุ่มที่ฟิตกว่าก็อาจบดเอาชนะได้'' ข้ารูทางลูกหนังคนหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้

สี่คู่ที่ล่วงเลยไปเมื่อคืนวันอังคารรวมทั้งพุธก็เดินตามแนวคิดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเกมแรกนั้นยิงกัน 15 ลูก ส่วนเกมสองใส่กันไม่ยั้งถึง 21 ลูก

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์อาจโอดครวญถึงโอกาสมากมายก่ายกองในนัดแรกที่เอสตาดิโอ ดา ฝ่าซ์ของเบนฟิก้า กระนั้นด้วยสมรรถนะทั้งผองก็ทำให้พวกเขากลับมาต้อนสบายเฉพาะหน้ากองเชียร์คลื่นมนุษย์สีเหลือง

อีกนั่นแหละ บางบุคคลชี้ว่าอะเวย์โกลยังไงก็ตามกว่าไปเตะจุดโทษ ซึ่งไม่ต่างอะไรจากการโยนเหรียญหัวหรือก้อย แม้กระทั้งกฎซัดเดนเดธซึ่งเคยประยุกต์ใช้ตอนหนึ่งก็ดูจะทารุณเกินไป

''หลายทีมแฮปปี้ที่เสมอ 0-0 ในบ้านแทนที่จะบุกใส่เพื่อเอาชนะ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้อยากเสียในบ้านก่อน พวกเขามั่นใจว่าเกมสองที่ไปเยี่ยมการไม่เสียไปก่อนจะมีผลให้เล่นง่ายดายเสียยิ่งกว่า ดังนั้นไม่ว่าใครที่เป็นกลุ่มที่เล่นเกมรับเหนียวแล้วได้จับฉลากเตะในบ้านก่อน กลุ่มนั้นจะเป็นต่อ'' อาร์แซน เวนเกอร์ เคยร่วงทัศนะเอาไว้นานแล้ว

ตามเดิมแล้วกลุ่มที่เก่งกว่าก็น่าจะเอาชนะกลุ่มที่อ่อนกว่า

ก็ปลาใหญ่รับประทานปลาเล็กนั่นแล

ถ้าด้วยความเป็นบอลซึ่งมักมีพลิกล็อก อะไรๆก็เป็นได้ โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้ที่เรื่องพัฒนาการของแท็กติกกับความก้าวล้ำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้แต่ละกลุ่มแทบใกล้เคียงกัน นอกจากในแง่ทุน, ฝีเท้านักฟุตบอล กับฐานแฟนบอล ซึ่งอาจจะไม่เหมือนกัน

กฎอะเวย์โกลก็เลยเรียกว่าน่าเอื้อกลุ่มเล็กๆมากกว่า เหตุเพราะพวกกลุ่มใหญ่แน่ใจว่าพวกเขาสามารถขย่มได้อยู่แล้วทั้งคู่เกม

ถ้าประตูกลุ่มเยี่ยมนี่แหละ…มักทำร้ายพวกเขา

โมนาโกแพ้ 3-5 เกมแรกแต่พวกเขาย่อมอาจจะเปี่ยมด้วยความปรารถนา เพราะว่าเกมสองขอชนะ 2-0, 3-1 หรือ 4-2 ซึ่งสถิติในรังของผู้นำฝูงลีก เอิง ปัจจุบันนี้ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 1 ยิงได้ 50 เสีย 10

ผมมีความต้องการละเลียดงานวันนี้ ฉับพลันที่เห็นท่าหนคอตกของแม่ทัพบาร์ซ่าวินาทีที่คาวานี่สังหารเข้าไป ก็มิได้ต่างจากผีเสื้อสักตัวที่พบกับใยแมงมุมจนถึงทำให้บินต่อไม่ได้ ทั้งที่ดอกไม้อันงามชูช่อรออยู่ไม่ไกล

อะเวย์โกลคือกติกาที่แฟร์มั้ย??

อาจจะไม่ แต่มันก็อาจจะดียิ่งกว่าเตะจุดโทษถ้าตรึกตรองเชิงศาสตร์ของลูกหนัง เพราะว่ามันได้วัดกึ๋นของโค้ชกับความจัดแจงของกลุ่ม

ถ้าผีเสื้อตัวหนึ่งอาจจะปฏิเสธ

เพราะว่ามันต้องการบินไปให้ถึงดอกไม้ที่ชูช่อ ต่อให้ปีกมันจะหักตอนเหลืออีกไม่หลาก็ตาม

กริซมันน์ กับโอกาสย้ายทีมไป แมนฯยูไนเต็ด

ตอนนี้ข่าวระหว่าง อองตวน กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ยิ่งโหมแรงขึ้นเป็นระยะแล้วครับ
ปัจจุบันสื่อประเทศฝรั่งเศสหลายรายรวมถึงนักข่าวดังที่มีคนติดตามทางทวีตเตอร์ก็รายงานตรงกันว่ากองหน้าประเทศฝรั่งเศสกับ ‘ปีศาจแดง’ บรรลุกติกาพื้นฐานกันได้แล้ว
ทดลองสื่อภูมิลำเนาของ กริซมันน์ เล่นแรงขนาดนี้ เห็นทีจะมีสาเหตุให้เชื่อถือได้ไม่น้อย เพราะเหตุว่าทางฝั่งประเทศสเปนเองแม้กระแสยังไม่แรงมากแม้กระนั้นก็เริ่มลงรายละเอียดบ้างแล้ว
ถ้าเกิดจำกันได้ ตอนวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ผมเคยเขียนถึงดีลระหว่าง กริซมันน์ กับ แมนฯยูไนเต็ด ไปแล้ว สำคัญๆก็ว่าถึงข่าวแล้วก็กระแสที่ประเทศสเปนซึ่งยังเงียบอยู่ แม้กระนั้นก็ทิ้งท้ายว่ามันมีความน่าจะเป็นพอควร
มาวันนี้จากที่ติดตามสถานการณ์มาเรื่อยๆแล้วก็การตีข่าวจากประเทศฝรั่งเศส เห็นทีอาจจะต้องปรับระดับ ‘ความเป็นไปได้’ ให้สูงขึ้นอีก วิเคราะห์กันตรงนี้ ทำไม กริซมันน์ ก็เลยจะย้ายออกจาก บิเซนเต้ กัลเดรอน ? เหตุผลสำคัญๆมันก็มีอยู่ 4-5 ข้อ แรกเลยก็คือ ดาวยิงเลขลำดับ 7 กำลังถึงจุดอิ่มตัวกับ แอตเลติโก แล้วก็อยากไขว่คว้าหาความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่ากองหน้าวัย 25 อยู่กับทีมมาตั้งแต่ฤดู 2014-15 นับจนถึงในช่วงเวลานี้ก็เกือบๆ3 ฤดูแล้ว ซึ่งว่ากันโดยส่วนตัวนับได้ว่าบรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่ง เป็นขุนพลตัวหลักของทีม ยิงประตูได้มาก ได้รางวัลผู้เล่นดีเลิศของ ลา ลีกา ปี 2016 ก่อนที่ปัจจุบันจะคว้าอันดับ 3 ของ บัลลงดเว้นอร์
กระนั้น นอกเหนือจากการเห็นด้วยจากแฟนคลับยี่ห้อหมี แล้วก็ผู้คนในแวดวงแล้ว กริซมันน์ กลับบรรลุผลสำเร็จคว้าชัยชนะกับ แอตเลติโก น้อยมาก
เคยเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูปัจจุบัน แม้กระนั้นก็อกหักไป ส่งผลให้จนแล้วจนรอดกับ แอตเลติโก เขาก็เลยได้เพียงแค่แชมป์ซูเปร์โกปา เด เอสปันญ่า หรือ สแปนิช ซูเปอร์คัพ เมื่อปี 2014 เพียงแค่รายการเดียวเพียงแค่นั้น ซึ่งน้อยอยู่ดีเมื่อเทียบกับฝีเท้า หันมาดูทางของ ‘ยี่ห้อหมี’ ในฤดูนี้ ก็ทำท่าว่าจะวืดสูง ลา ลีกา ตามหลัง เรอัล มาดริด 10 แต้มแถมยังแข่งขันมากยิ่งกว่าหนึ่งนัด ซึ่งหากว่าทีมชุดขาวบุกชนะ บาเลนเซีย ในเกมตกค้างที่ เมสตาย่า ก็จะโดนทิ้งไปไกลถึง 13 แต้ม ระยะห่าง 13 แต้ม จากทีมอย่าง มาดริด แบบงี้ก็โบกไม้โบกมือลาช่องทางคว้าชัยชนะได้เลย เฉกเหมือนกันกับสถานการณ์ในโกปา เดล เรย์ ที่ทีมกรุยทางไปถึงรอบรองชนะเลิศ ก็ดูแล้วยากเย็นแสนเข็ญ เพราะเหตุว่าเกมแรกที่ กัลเดรอน กริซมันน์ แล้วก็เพื่อนฝูงๆดันพ่ายค้างรังต่อ บาร์ซ่า 1-2 เลกลำดับที่สองในวันพฤหัสบดีหน้าจะต้องบุกชนะถึง คัมป์ นู ด้วยระยะห่าง 2 ประตูขึ้นไปถือว่ายากมาก ช่องทางหยุดป่ายเพียงแค่รอบนี้มีสูงเกิน 60% คงมีเพียงแค่รายการแชมเปี้ยนส์ลีก ที่เดินทางไปถึงรอบ 16 ทีมในที่สุดเพียงแค่นั้นที่ยังเป็นความมุ่งหวัง แม้กระนั้นทางนั้นก็ไม่ง่ายเลยซักนิด ถึงจะผ่าน เลเวอร์คูเซ่น ได้ แม้กระนั้นก็มีเสือสิงห์วัวกระทิงเเรดรออยู่อีกมากมาย ด้วยความสำเร็จที่คว้ามาได้เพียงแค่น้อยนิด บางทีอาจเป็นชนวนเหตุให้เขาคิดถึงความก้าวหน้าในอนาคต เพราะเหตุว่าสำหรับอาชีพนักเตะ การคว้าชัยชนะแล้วก็การยกระดับตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆถือว่าสำคัญมาก การย้ายไปสู่ทีมที่ใหญ่กว่า มีประสิทธิภาพมากยิ่งกว่าจะเอื้อช่องทางให้เขาตามล่าสิ่งที่ใฝ่ฝันได้ง่าย กองหน้าเลขลำดับ 7 ใช้เวลาสร้างชื่อกับ เรอัล โซเซียดาด 5 ปี แล้วตัดสินใจยกระดับตัวเองไปอยู่กับ แอต.มาดริด
เวลาเกือบ 3 ฤดูภายใต้ชายคา กัลเดรอน เขาปรับปรุงตัวเองจากนักเตะฝีเท้าดีขึ้นชั้นสู่ ‘สตาร์ดัง’ ซึ่งมันอาจไม่ใช่เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ซักนิดถ้าเขาคิดก้าวผ่านจากคำว่า ‘สตาร์’ ไปสู่ ‘ซูเปอร์สตาร์’ เว้นแต่เกียรติศักดิ์ แล้วก็เกียรติแล้ว เรื่องของรายถึงที่เหมาะจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวก็ถือว่าเย้ายวนไม่น้อย ตามข่าวว่าถ้าเกิด กริซมันน์ ย้าย เขาจะได้รับค่าจ้างเป็นอันมากเสมอกันกับ ปอล ป็อกบา เพื่อนสนิทถึง 17 ล้านยูโรต่อปี ปริมาณค่าจ้างนี้ เมื่อเทียบกับที่รับอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

กับ ‘ยี่ห้อหมี’ กริซมันน์ รับอยู่ที่ 6 ล้านยูโรต่อปีเท่ากับ โกเก้ ราคานี้ถือเป็นเรตค่าจ้างสูงสุดที่บอร์ดแอตเลติโกจะจ่ายให้ได้ หากว่าเขาจะเป็นสตาร์เลขลำดับหนึ่งของทีม แม้กระนั้นถ้าเกิดจะอัพให้มากยิ่งกว่านี้แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะว่า ‘ยี่ห้อหมี’ เป็นทีมที่มีวินัยทางด้านการเงินเคร่งครัด พวกเขาตั้งเพดานสูงสุดไว้เพียงแค่ 6 ล้านยูโร นักเตะทุกคนจะไม่มีใครได้มากยิ่งกว่า 6 ล้าน ถ้านักเตะรายใดที่อยากได้มากยิ่งกว่า ก็มีเพียงแค่โอกาสเดียวเพียงแค่นั้นเป็น ‘ย้ายออก’ ราวกับในกรณีของ ดีเอโก้ กอสต้า ที่โยกไป เชลซี หรือเคสก่อนหน้าอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ที่ไปอยู่กับ โมนาโก สมัยก่อนสองหัวหอกจำต้องย้ายไปเพื่อรับเงินค่าจ้างที่สูงกว่า ทั้งที่บรรลุผลสำเร็จอย่างยิ่งแล้วก็เล่นเข้ากับทีมได้เป็นอย่างดี อีกต้นสายปลายเหตุนึงที่มีส่วนสำคัญไม่น้อย ก็คืออนาคตของลูกพี่ใหญ่อย่าง ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ กริซมันน์ ให้ความเคารพ แล้วก็วางใจ ซิเมโอเน่ อย่างมาก หลายๆครั้งเขาให้สัมภาษณ์ในประมาณว่าตราบเท่าที่ โชโล่ ยังอยู่กับทีมเขาจะไม่ไปไหนแม้กระนั้นจากข่าวล่าสุดที่ การ์ลอส ซิเมโอเน่ บิดาของ โชโล่ ให้สัมภาษณ์กับนสพ.ลา ท้องนาซิออน สื่ออาร์เจนติน่าถึงอนาคตของลูกชายว่า “ไม่ช้าไม่เร็วจะกำเนิดความเคลื่อนไหว” “ดีเอโก้ รู้สึกสะดวกกับชีวิตที่มาดริด แม้กระนั้นความเคลื่อนไหวจะเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงผมไม่ทราบว่ามันจะไปจบที่อังกฤษ หรือ อิตาลี” ทดลองบิดาที่ปรึกษาใหญ่กล่าวชัดขนาดนี้ ก็เห็นที กริซมันน์ ควรเก็บเอาไปคิดบ้างส่วนในข้อกลุ้มอกกลุ้มใจที่ว่า แอต.มาดริด บางทีอาจไม่ยอมขาย กริซมันน์ ก็ดูเหมือนจะเป็นการสันนิษฐานที่มัว เพราะเหตุว่านานมาแล้ว ‘ยี่ห้อหมี’ ไม่คยยี่หระกับการขายสตาร์ของทีมออกไปเลยแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฟร์นานโด โคนร,เซร์คิโอ อาก้วยโร่ ‘กุน’ ,ราดาเมล ฟัลเกา หรือ ดีเอโก้ กอสต้า
แข้งเหล่านี้ยังถูกขาย กริซมันน์ อาจไม่มีข้องดเว้น ขอเพียงแค่เงินถึง โต๊ะเก้าอี้ที่ กัลเดรอน ก็พร้อมที่จะถูกจับมาตั้งวางเพื่อรองรับการเจราจา ข้อสำคัญเป็น แมนฯยูไนเต็ด กล้าทุ่มแค่ไหน ? ถ้าเกิดระดับใกล้ๆ100 ล้านยูโร ซึ่งเป็นราคาค่าฉีกข้อตกลงที่ กริซมันน์ เซ็นไว้ถึงปี 2020 โน่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย อีกทั้งปฏิกิริยาจากแฟนบอล ‘ยี่ห้อหมี’ นั้น ปัจจุบันผมไปสัมภาษณ์พวกเขามาถึงประเด็นนี้ แม้คนไม่ใช่น้อยยังไม่มั่นใจว่าดาวยิงเฟร้นช์แมนจะย้าย แม้กระนั้นถ้าเกิดลงเอยแล้วมันหลบหลีกมิได้จริงๆพวกเขาก็ไม่กลัว “ถ้าเกิดเขาย้าย เราก็ซื้อคนใหม่เข้ามาแทน ที่ผ่านมาเราทำให้เห็นมาบ่อยครั้งแล้ว” มานู หนึ่งในกองเชียร์ยี่ห้อหมีแสดงทัศนะกับผมไว้แบบนี้โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าเรื่อง กริซมันน์ ย้ายไม่ย้าย งานนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวแล้วก็คนซื้ออย่าง แมนฯยูไนเต็ด แล้ว ส่วน แอตเลติโก ก็แค่คอยฟังข้อเสนอแนะ

สุดยอดแห่งเลสเตอร์ซิตี้

ขอพูดว่ามันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากมายครับ น่าพิศวงพอกับการครองแชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ สิตี้ เมื่อฤดูกาลที่แล้วเลยทีเดียวว
เป็นนับตั้งแต่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งผู้จัดการกลุ่ม – ทันใด! สมัยก่อนลูกทีมของคุณพี่เขาก็เดินหน้ากะซวกชัยแบบไม่เกรงใจนายจ้างเก่าถึง 6 ครั้งติดต่อกันในทุกรายการ โดยกระหน่ำไป 15 ประตู และเสียเพียง 4 เม็ดแค่นั้น
พลพรรคสุนัขจิ้งจอกประเทศไทยมีชัยในพรีเมียร์ลีกต่อเนื่องกัน 5 เกม ไต่เต้าเองหนีโซนอันตรายจนแทบมั่นอกมั่นใจได้แล้วว่าไม่ตกชั้นแน่นอนแถมยังพุ่งทะยานเข้าไปถึงรอบ 8 กลุ่มท้ายที่สุดของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จอีกต่างหาก
นี่หากพวกมึง เอ๊ย! พวกเขาอยู่ในฟอร์มการเล่นนี้ตั้งแต่ตอนแรกฤดูกาล เผลอๆบางทีอาจมีสิทธิ์ป้องกันแชมป์ของตัวเองได้สำเร็จด้วยซ้ำ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันครับว่าเรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้น ภายหลัง เลสเตอร์ มอบตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มให้ เคร็ก เช็คสเปียร์
ไม่น่าเชื่อจริงๆครับ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ – ไม่น่าเชื่อ แต่ว่าก็จำเป็นต้องเชื่อ เนื่องจากว่ามันเป็นไปแล้ว
ฤดูกาลนี้ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ คุมกลุ่มในพรีเมียร์ลีกไปทั้งปวง 25 นัด ปรากฏว่า เลสเตอร์ เอาชนะคู่แข่งขันได้เพียง 5 นัดแค่นั้น
ไม่ซ้ำ 9 เกมในทุกรายการก่อนจะแปลงกุนซือใหม่ เลสเตอร์ เจอความพ่ายแพ้ถึง 7 นัด และเสมอ 2 นัด โดยแพ้ใครกันแน่เลย
ผลงานล่มจมดำตรงแตกต่างจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วแบบหน้ามือเป็นหลังตีน พวกเขาเปลี่ยนร่างเป็นกลุ่มดาดๆที่ไม่ได้มีความน่าขามเกรงอะไรจนไปยืนอยู่หน้าปากเหว เสี่ยงต่อการโดนถีบตกชั้นทั้งๆที่ตนเองมีศักดิ์เป็นถึงแชมป์เก่า
ขูดความจำได้ว่าผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเกมลูกหนังหลายท่าน (รวมทั้งผู้ไม่ชำนิชำนาญอย่างผมด้วย) พากันวิเคราะห์หาต้นสายปลายเหตุที่พูดว่าเพราะเหตุใด "แชมป์เก่า" ถึงนั่งแทรกกับความรันทดอดสูแบบนี้ ก่อนจะพบต้นสายปลายเหตุสำคัญๆว่า…

1. ผู้เล่นของ เลสเตอร์ คงจะหมดแรงจูงใจ หลังพุ่งเข้าชนความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมาคม
2. โทษฐานที่เป็นแชมป์เก่า แน่ๆว่าคู่แข่งขันย่อมระมัดระวังและเน้นมากขึ้นยามเจอกลุ่มสุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงิน
3. การปราศจากผู้เล่นสำคัญอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้
4. ผู้เล่นคนไม่ใช่น้อยฟอร์มตกอย่างน่าสะอิดสะเอียน ไม่ว่าจะเป็น เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ผีเรซ และเจมี่ วาร์ดี้
และอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น "พลังงานบางสิ่ง" ที่พิสูจน์ไม่ได้ทางด้านวิทยาศาสตร์น่าจะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ซะแล้ว
หรือกองเชียร์สุนัขจิ้งจอกประเทศไทยที่เคยพบอย่างมากมายในบางประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้น่าจะหายบ้าเห่อ ภายหลังที่ความแรงของ เลสเตอร์ ในฤดูกาลนี้จะตกลงไปอย่างน่าตกใจ แต่ว่าในชัย 6 นัดล่าสุด มันระบุชัดว่าพวกเขาไม่ได้มีปัญหาพวกนี้เลยนี่หว่า
ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้ทำให้เห็นว่าหมดแรงจูงใจตรงไหน สิ่งที่เห็นเป็นการไล่ขย่มคู่แข่งขันอย่างเอ็นจอยหัวแม่เท้า
แม้คู่ต่อสู้จะระมัดระวังอย่างจงหนักตามสูตรสำเร็จเวลาเจอแชมป์เก่า แต่ว่าพวกเขาก็มีดีพอที่จะเอาชนะได้แบบไม่ระบมหัวแม่เท้าด้วยซ้ำ
แม้จะปราศจาก เอ็นโกโล่ ก็องเต้ แต่ว่า เลสเตอร์ ก็ทุ่มเงินซื้อบุคคลอื่นเข้ามาแทน แถมพวกเขายังเยี่ยมพอที่จะเอาชนะคู่แข่งขันเหมือนเดิมนั่นแหละ
ส่วนผู้เล่นตัวหลักอย่าง เวส มอร์แกน, โรเบิร์ต ฮูธ, ริยาด ผีเรซ และเจมี่ วาร์ดี้ ต่างระเบิดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมออกมาอีกครั้ง
เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เองก็ไม่ได้ทำอะไรบกพร่องน่าสะอิดสะเอียน แล้วลูกทีมจะแงะเลื่อยไฟฟ้ามาหั่นขาเก้าอี้ของเขาทำแมวน้ำอะไร และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ผู้ครอบครองกลุ่มที่เป็นคนประเทศไทยก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นว่าไม่มีผู้เล่นของ เลสเตอร์ ผู้ใดที่มาไปพบแล้ววิงวอนให้ปลดกุนซือชาวอิตาลีออกมาจากตำแหน่งสักหน่อย เพศผู้เล่นที่เป็นข่าวถูกสื่ออังกฤษปรักปรำว่าขอไปพบผู้ครอบครองกลุ่ม เพื่อถีบนายจ้างของตัวเองออกมาจากตำแหน่งก็ออกโรงมายืนยันหนักแน่นเช่นเดียวกันว่าไม่เคยทำอะไรที่อัปยศอย่างนั้น
จึงพอจะสรุปได้ว่าพวกเขาไม่ได้เล่นแบบ "ล้มผู้ฝึกสอน" ครับ มันไม่น่าจะมีหรอก ไอ้การเล่นล้มผู้ฝึกสอนเนี่ย เนื่องจากว่ามันทุเรศ เข้าใจว่ามันคงจะเกิดเรื่องที่ประชาชนคิดกันไปเองซะมากยิ่งกว่า
ในเมื่อไม่ได้เป็นแบบที่ประชาชนเขานินทากัน แล้วเหตุไร ผลงานของ เลสเตอร์ ก่อนและหลังการปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ มันถึงได้แตกต่างอย่างสิ้นเชิง?จุดนี้คงจะจำเป็นต้องขอชูความดีความชอบให้กับผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มระดับโลกคนหนึ่งซึ่งไม่เคยมีใครกันแน่รู้มาก่อน เขาวางแผนการเล่นแบบเดิมๆให้ลูกทีม เน้นย้ำเกมรับรัดกุม ก่อนจะจังหวะโจมตีแบบลอบฆ่า อาศัยความสามารถส่วนตัวของ รียาด ผีเรซ และความรวดเร็วกว่านรกของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นทีเด็ด ระบบการเล่นก็เหมือนเดิมเป็น4-4-2 มีปีก 2 ข้าง มีหน้า 2 ตัว
เพศผู้เล่นก็เดิมๆนั่นแหละ แถมความสามารถบางทีอาจต่ำลงมากยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เนื่องจากว่าอย่าลืมว่าไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ที่ลูกฟุตบอลอยู่ตรงไหน เราก็อยู่ตรงนั้น
…ว่าแล้วก็ตั้งตัวเองเองผู้จัดการกลุ่มคนแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังอังกฤษที่เริ่มคุมกลุ่มทีแรกแล้วชนะต่อเนื่องกัน 6 ครั้งแรก ซึ่งขนาดผู้จัดการกลุ่มรุ่นบรมครูอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน, อาร์แซน เวนเกอร์ หรือคาร์โล อันเชล็อตตำหนิ ยังไม่มีปัญญาทำอะไรแบบนี้เลยครับคุณ
ตอนที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มคุม เชลซี เป็นฤดูกาลแรก พี่แกก็ทำสถิติชนะตั้งแต่ครั้งแรกได้แค่ 4 ครั้งติดต่อกันแค่นั้น
ยิ่งไปกว่านี้จำเป็นต้องยกย่องผู้ครอบครองกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ ด้วยครับที่ตกลงใจได้ถูกที่เอา "คนภายใน" อย่าง เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละขึ้นมาคุมกลุ่มแทน โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องไปพบผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ให้เสียเวลา
เคร็ก เช็คสเปียร์ เป็นผู้ดีอังกฤษโดยกำเนิด กำเนิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม เดี๋ยวนี้อายุ 53 ขวบ ในสมัยก่อนเคยเป็นนักฟุตบอลของกลุ่มในลีกด้านล่างๆอย่าง วอลล์ซอลล์, เชฟฯ เว้นส์เดย์, เวสต์บรอมวิช, กริมส์บี้, สคันธอร์ป, เทลฟอร์ด ยูไนเต็ด และเฮนส์ฟอร์ด ทาวน์ ก่อนห้อยสตั๊ด เมื่อปี 2000

เริ่มงานทางด้านผู้ฝึกสอนทีแรกด้วยการเป็นกุนซือกลุ่มสำรองของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก่อนขึ้นมารักษาการแทนตำแหน่งผู้จัดการกลุ่มของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" แทนที่ ไบรอัน ร็อบสัน ที่ถูกไล่ออกไป
ปี 2008 เข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการกลุ่ม เลสเตอร์ สิตี้ โดยเป็นมือขวาของ ไนเจล เพียร์สัน จากนั้นก็ติดตาม ไนเจล เพียร์สัน ไปอยู่ที่ ฮัลล์ สิตี้ เมื่อปี 2010 ก่อนจะตามนายจ้างกลับมาที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม อีกครั้งในปี 2011
เมื่อ ไนเจล เพียร์สัน ถูกไล่ออกมาจากตำแหน่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ ก็แปลงเป็นผู้ช่วยของ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ จนถึงก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการกลุ่มแบบสุดกำลังพร้อมทำสถิติยอดเยี่ยม จำพวกที่ไม่เคยมีผู้จัดการกลุ่มผู้ใดกันแน่ในลีกสูงสุดของอังกฤษเคยทำได้ เป็นคุมกลุ่มทีแรกแล้วชนะถึง 6 ครั้งติดต่อกัน
ตอนรักษาการแทน ไบรอัน ร็อบสัน ที่ เวสต์บรอมวิช ลูกทีมของเขาก็เอาชนะคู่แข่งขันได้สำเร็จครับ-ขอโทษ (บุกไปชนะ คริสตัล พาเลซ 2-0) ซึ่งนี่ก็แปลว่าสถิติในการควบคุมกลุ่ม เป็นชนะ 100%
ตอนเด็กๆเคร็ก เช็คสเปียร์ คงจะลอกการบ้านเก่งครับ เนื่องจากว่าเขาแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร โดยการทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างกับที่ เคลาดิโอ รานิเอปรี่ เคยเสกให้ เลสเตอร์ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั่นแหละ
ก็ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว มันพอดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงมันทำแมวน้ำอะไรล่ะ แถมยังสามารถปลุกจิตวิญญาณอันหื่นหิวของจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ให้กลับมาได้เหมือนเดิมอีกต่างหาก
เพียงในความรันทดอดสูของ เลสเตอร์ กลับถูกพวกปากหอยปากปูนินทาว่าเกิดขึ้นเนื่องจากว่านักฟุตบอลเล่นล้มผู้จัดการกลุ่มคนเก่า ต่อเมื่อผลงานกลับมาไฉไลเป็นบ้าอีกครั้ง กลับไม่มีใครมองเลยว่ามันเป็นความสามารถของผู้จัดการกลุ่มคนใหม่ ขอพูดว่า เคร็ก เช็คสเปียร์ นี่แหละเป็น"ว่าที่" ผู้จัดการกลุ่มชาติอังกฤษคนต่อไปครับ

แหม่…นี่หากผมเป็นประธานสโมสรฟุตบอลอังกฤษนะ ผมจะหาเรื่องปลด แกเร็ธ เซาธ์เกต ออกมาจากตำแหน่งแล้วแต่ง เคร็ก เช็คสเปียร์ เข้าไปแทนที่ให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย
รับรองว่ากลุ่มชาติอังกฤษได้โอกาสได้แชมป์โลกในปี 2018 นี้อย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากว่านี่เป็นยอดเยี่ยมผู้จัดการกลุ่มสายพันธุ์สิงโตขู่คำรามที่หาได้ยากยิ่งในยุคนี้
มันเกิดเรื่องน่าพิศวงมากมายครับที่อยู่ๆเลสเตอร์ สิตี้ ก็กลับมาเกิดใหม่ใหม่ เพียงปลดผู้จัดการกลุ่มคนเก่าออกไปแล้วเอา "มือขวา" ของผู้จัดการกลุ่มคนเก่านั่นแหละเข้ามารับหน้าที่แทน
เรียนตามตรงว่าตั้งแต่หมกมุ่นกับเกมลูกหนังมานานกว่า 30 ปี ผมไม่เคยเห็นอะไรที่มันย้อนแย้งกันอย่างหนักแบบนี้มาก่อน
เมื่อได้ผลงานอันเร่าร้อนแบบช้างก็ผลักไม่อยู่ของ เลสเตอร์ สิตี้ และที่นาต่อนี้ไป เคลาดิโอ รานิเอปรี่ อาจจะงงงวยพลางรำพึงรำพันกับตนเองใต้ต้นซากูระเป็นภาษาอิตาลีว่า "เราทำผิดอะไร?" แต่ว่านี่แหละเป็นความเร้นลับ สลับซับซ้อน ลึกลับซับซ้อนมาก เพื่อนพ้องทรยศ บนเหลี่ยมเลห์กลของโลกลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่ๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) อนึ่ง ผู้เล่นของ เลสเตอร์ ไม่ได้เล่นล้มผู้ฝึกสอนครับ

ท็อปฟอร์ม เนย์มาร์ชูผลงานถลุงPSGที่สุดของเกม

 

ศูนย์หน้าชาวแซมบ้า เชื่อฝีเท้าในการแข่งขันไล่ต้อนเปแอสเชคือผลงานที่ดีที่สุดของตัวเองตั้งแต่เล่นฟุตบอลมา

เนย์มาร์ ศูนย์หน้าตัวจี๊ด ของบาร์เซโลนา ชูสเต็ปเทพการเล่นเกมเปิดรังอัด ปารีส แซงต์ แชร์กแมง 6-1 ในศึกยูฟา แชมเปียนส์ ลีก รอบ 16 ทีม นัดสอง คือผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตของตัวเอง

ศูนย์หน้าชาวแซมบ้าโชว์ฟอร์มเป็นพระเอกในเกมนี้ ทำ 2 ประตู กับ 2 แอสซิสต์W88นำอาซูลกรานาสร้างปาฏิหาริย์พลิกแซงเปแอสเชแบบเหลือเชื่อ ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 6-5 ทั้งที่เป็นฝ่ายแพ้มาก่อนในเกมแรก 0-4 พร้อมตีตั๋วสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายต่อไป

"ยินดีกับทุกคนในทีมเพราะพวกเขามั่นใจจนนาทีสุดท้าย" หอกวัย 25 กล่าว

"ใช่ เราทำได้ นี่คือเกมที่ดีที่สุดที่ผมเคยลงเล่น"

"ถ้าเราเชื่อมั่น ถ้าเราลงเล่น มันยากที่ใครหยุดบาร์เซโลนา"

"เกมแบบนี้มันเกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียวในชีวิต ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะยิง 6 ประตู และเราก็ทำได้"

ขณะเดียวกัน ศูนย์หน้าชาวแซมบ้ายังเชื่อมั่นว่า ลิโอเนล เมสซี คู่หูในแนวรุกจะต่อสัญญาใหม่กับทีมแน่นอน

"ลีโอจะต่อสัญญาอย่างแน่นอน" เนย์มาร์ กล่าว

ปธ.ปารีสปัดขายแวร์รัตติไม่ว่าจะได้ราคาแค่ไหน

นาสเซอร์ อัล-คาลิฟาประธานปารีสยืนยันหนักแน่นว่าพวกเขาไม่มีความคิดที่จะราคามาร์โค แวร์รัตติออกจากสโมสรไม่ว่าจะได้ราคาเท่าไหร่ก็ตาม

แข้งวัย 24 ปีตกเป็นข่าวกับสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมโดยยังเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 2 ปี

''เราจะไม่ปล่อยเขาออกจากทีมไม่ว่าจะได้ราคาสูงแค่ไหนและเขาจะอยู่ที่นี่กับเรา''

พาร์เลอร์ แนะปืนใหญ่ทาบ”รอดเจอร์ส”แทนเหี่ยว

เรย์ พาร์เลอร์ อดีตตํานานผู้เล่นเดอะกันเนอร์ ออกมาแสดงความเห็นว่า เบรนแดน รอดเจอร์ส นายใหญ่เซลติกเหมาะสมที่จะเข้ารับงานคุมทีมเดอะกันเนอร์ ต่อจาก อาร์แซน เวนเกอร์

 

นายใหญ่ชาวฝรั่งเศสจะหมดสัญญากับเดอะกันเนอร์หลังจบฤดูกาลนี้และยังไม่มีการยืนยันแต่อย่างใดว่าเขาจะต่อสัญญาอยู่กับทีมต่อไป

 

ทําให้อาร์เซนอลตกเป็นข่าวอย่างหนักในการหานายใหญ่ความใหม่มาสืบทอดตําแหน่งจาก เวนเกอร์ โดยกุนซือที่ตกเป็นข่าวไม่ว่าจะเป็น มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี, โธมัส ทูเคิล และดิเอโก้ ซิเมโอเน่

 

''เบรนแดนทําผลงานได้ดีมากและผมคิดว่าเขาก็สนใจอาร์เซนอลเช่นกัน''

”ลอฟเรน” บินตรวจเยอรมันพลาดชนเลสเตอร์ ซิตี้

สื่อเมืองผู้ดีรายงานข่าว เดยัน ลอฟเรน กองหลังของ หงส์แดง กําลังเดินทางไปตรวจรักษาอาการบาดเจ็บที่ประเทศเยอรมันและจะทําให้เขาหมดสิทธิ์ลงสนามพบกับเลสเตอร์ ซิตี้ในสัปดาห์หน้า

 

ลอฟเรนพลาดลงสนามมา 2 เกมติดต่อกันและไม่ได้เดินทางไปฝึกซ้อมกับต้นสังกัด ด้วยที่ประเทศสเปน

 

โดยกองหลังวัย 27 ปีกําลังเดินทางไปประเทศเยอรมันเพื่อพบกับผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเข่า

 

แต่ถึงอย่างไร เยอร์เก้น คล็อปป์ ยังมีตัวเลือกในตําแหน่งกองหลังให้ใช้งานอยู่ทั้งลูคัส เลว่า,โจเอล มาติปและรักนาร์ คลาวานที่พร้อมจะลงสนามเช่นกัน